เราพึงใส่ใจให้ธรรมะ เป็นเรื่องปกติของชีวิตเรา
ในการปฏิบัติธรรม พึงพิจารณาว่าจิตที่พัฒนาขึ้นแล้วดีอย่างไร แล้วถ้าอยากจะให้สภาวญาณต่อเนื่อง ก็พึงใส่ใจจิตที่ว่าง และสนใจสังเกตอาการเกิดดับในชีวิตประจำวันของเรา
เรารับรู้อาการใดอาการหนึ่ง พอเห็นว่าเขาดับแว็บไป แล้วรู้สึกสงบขึ้น ให้เพิ่มความสนใจในการเกิดการดับของอารมณ์นั้น ๆ แต่ไม่ได้หมายความว่าเกิดแล้วต้องดับทันทีถึงเรียกว่าดับ อย่างเช่น ความคิดเกี่ยวกับเรื่องที่เราต้องทำ ถ้าเรารู้แล้วดับเลย เราก็จะไม่รู้ว่าเราต้องทำอะไร แต่รู้ สรุปปุ๊บ เข้าใจแล้ว เห็นเขาดับไป ทุกครั้งที่ความคิดดับ จิตเบาขึ้น โล่งขึ้น สงบขึ้น ถึงแม้โล่งขึ้นชั่วอึดใจหนึ่ง นั่นคือช่องว่างให้จิตได้พัก ที่สำคัญพอเกิดใหม่ รู้ใหม่ ดับใหม่ แล้วว่างเบาขึ้น รู้สึกสงบขึ้น เราพอใจที่มันสงบ ถ้าทำแบบนี้ จิตเราจะได้พักเป็นระยะ ๆ จะไม่ล้าเกิน ไม่เหนื่อยเกิน
ทำให้เป็นเรื่องธรรมดา
ในการที่จะมีสติอยู่กับชีวิตตัวเอง
พระครูวินัยธรประเสริฐ ฐานังกโร · วัดบางไผ่ พระอารามหลวง จ.นนทบุรี · ๒๔ พฤศจิกายน ๒๕๖๗
ส่วนใหญ่แล้วที่เหนื่อยล้าและเครียดมากที่สุดก็คือ เราไม่เห็นอารมณ์นั้นดับ เหมือนแค่หยุดไป แต่ใจเรามันไม่ได้ว่างไปด้วย เหมือนยังแบกอะไรตลอดเวลา ถึงแม้เรื่องที่คิดนั้นหยุดไปแล้ว แต่จิตมันยังแบกอารมณ์ความรู้สึกที่ไม่ดีอย่างต่อเนื่อง พอเรื่องนั้นเกิดขึ้นมาอีก ก็เลยปะทุพุ่งขึ้นมาใหม่ เหมือนยังมีเชื้ออยู่ พอเติมฟืน ไฟก็จะลุกขึ้นมาอีก แต่ถ้าเราเห็นการดับชัดเจน แล้วจิตมันว่างไป โล่งไป เหมือนได้พักนิดหนึ่ง พอเรื่องนั้นเกิดขึ้นมาใหม่ ความหนักก็จะไม่เท่าเดิม แม้จะเกิดขึ้นมาแล้วรู้สึกหนักอีก แต่ก็รู้ว่าเป็นของใหม่ จิตจะมีช่องว่างให้ได้พัก
ถ้าใครสนใจถึงการเกิดดับแบบนี้บ่อย ๆ ก็จะทำให้บุคคลนั้นปล่อยวางในอารมณ์ต่าง ๆ ได้เร็วขึ้น ก็คือจะปล่อยวางได้ง่ายขึ้นนั่นเอง เพราะเห็นถึงการดับ และเห็นถึงจิตที่ตามมาว่าดีอย่างไร
นี่คือธรรมะที่เราสามารถนำไปใช้ในชีวิตประจำวันของเรา เราพึงใส่ใจให้ธรรมะเป็นเรื่องปกติธรรมดาของชีวิตเรา ทำให้เป็นเรื่องธรรมดาในการที่จะมีสติในชีวิตประจำวัน ทำให้เป็นเรื่องธรรมดาที่เรายกจิตขึ้นสู่ความสุขบ่อย ๆ แล้วเราก็จะอยู่กับชีวิตธรรมดาที่มีความสุข เป็นบุคคลธรรมดาที่มีสติ มีปัญญา มีความสุขไปในตัว

