“พระอาจารย์” ผู้เป็นที่รู้จักและเลื่อมใสศรัทธาในวงกว้าง ในนามพระอาจารย์ประเสริฐ ฐานังกโร พระวิปัสสนาจารย์แห่งสำนักวิปัสสนาพัฒนาทางจิต ได้รับการแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งพระฐานานุกรมที่พระครูวินัยธรประเสริฐ ฐานังกโร เมื่อวันที่ ๒๗ สิงหาคม พ.ศ. ๒๕๖๗

เมื่อวันอาทิตย์ที่ ๗ ธันวาคม พ.ศ. ๒๕๖๘ สภามหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย ได้พิจารณาเห็นถึงคุณูปการอันยิ่งใหญ่ที่พระอาจารย์ได้อุทิศแรงกายและใจในการเผยแผ่พระธรรมคำสอนแห่งองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ตามแนวทางสติปัฏฐานสี่แก่พระภิกษุ สามเณร และโยคีผู้แสวงหาหนทางแห่งความดับทุกข์โดยสิ้นเชิง ด้วยความวิริยอุตสาหะและความมุ่งมั่นอย่างเปี่ยมล้น จึงมีมติถวายปริญญาพุทธศาสตรดุษฎีบัณฑิตกิตติมศักดิ์ สาขาวิชาวิปัสสนาภาวนาแด่พระอาจารย์

เมื่อย้อนอดีตไปบนเส้นทางแห่งการแสวงหาสัจธรรมในสมณเพศของพระอาจารย์ประเสริฐ ฐานังกโร การแสวงหาธรรมอันยิ่งในพระพุทธศาสนาและการเข้าถึงพระอภิธรรม อันเป็นปรมัตถธรรมและบรมธรรมสูงสุดนั้น เป็นสิ่งที่สามารถเข้าถึงและเห็นแจ้งได้จากการลงมือปฏิบัติจริง ไม่ใช่ด้วยการคิดเอาเอง

ย้อนกลับไปเมื่อปี พ.ศ. ๒๕๓๖ ณ จังหวัดตรัง ท่านแม่ครูนราวรรณ ผู้ก่อตั้งสำนักวิปัสสนาพัฒนาทางจิต และศิษย์ในพระอาจารย์ใหญ่ (พระอาจารย์ ดร.ภัททันตะ อาสภมหาเถระ ธัมมาจริยะ อัคคมหากัมมัฏฐานาจริยะ) ได้บอกกล่าวแก่โยคีลูกศิษย์ในสำนักไว้ว่า

พระอาจารย์ประเสริฐ ฐานังกโร มีนามเดิมว่า ประเสริฐ ไชยสุวรรณ เกิดเมื่อวันที่ ๔ กรกฎาคม พ.ศ. ๒๕๑๓ ที่ตำบลโนนสูง อำเภอขุนหาญ จังหวัดศรีสะเกษ โยมบิดามีนามว่า นายบุญ ไชยสุวรรณ และโยมมารดามีนามว่า นางทัน ไชยสุวรรณ ท่านเป็นบุตรคนที่ ๗ ในจำนวนพี่น้อง ๘ คน

ในปี พ.ศ. ๒๕๓๓ เมื่อท่านมีอายุครบ ๒๐ ปีบริบูรณ์ ได้เข้าพิธีอุปสมบท ณ วัดบ้านด่าน โดยมีพระครูภัทรกิจวิธาน (ซึ่งปัจจุบันมรณภาพแล้ว) เป็นพระอุปัชฌาย์

“ถ้ามีพระองค์เล็ก ๆ มาที่สำนัก ให้รับไว้”— ท่านแม่ครูนราวรรณ กล่าวไว้แก่โยคีลูกศิษย์ในสำนักฯ เมื่อปี ๒๕๓๖

ออกธุดงค์

ต่อมาในปี พ.ศ. ๒๕๓๖ ในพรรษาที่ ๓ ณ วัดบ้านด่าน อำเภอขุนหาญ ท่านเริ่มคิดทบทวนถึงชีวิตในสมณเพศและกิจวัตรในแต่ละวัน โดยหลังจากเสร็จสิ้นกิจนิมนต์สวดเจริญพระพุทธมนต์และการรับไทยธรรมที่ญาติโยมถวายแล้วก็กลับวัด ท่านจึงเกิดคำถามขึ้นในใจว่าท่านบวชเพื่ออะไร ท่านคิดทบทวนต่อไปว่า “เราได้อะไร คนฟังได้อะไร มันไม่ใช่เป้าหมายของการบวชเลย ถ้ายังเป็นอยู่อย่างนี้ คงอยู่ในเพศบรรพชิตได้ไม่นาน”

ในช่วงเวลาเดียวกันนั้นเอง มีเพื่อนพระธุดงค์มาชักชวนท่านให้ออกจาริกธุดงค์ไปด้วยกัน แม้ในใจของท่านปรารถนาที่จะไปเป็นอย่างยิ่ง แต่ก็ยังไม่กล้าตัดสินใจ เนื่องจากความเกรงใจในพระครูโสภณปุญญาภิวัฒน์ ผู้เป็นเจ้าอาวาส ด้วยเกรงว่าหากท่านออกจากวัดไป จะไม่มีใครคอยช่วยแบ่งเบาภาระงานของท่านพระครู และกลัวว่าจะเป็นการเนรคุณต่อครูบาอาจารย์ แต่อีกใจหนึ่งก็ปรารถนาที่จะออกธุดงค์

คืนนั้นทั้งคืน ท่านได้แต่คิดทบทวนซ้ำแล้วซ้ำเล่าว่าจะไปดีหรือไม่ไปดี ตั้งคำถามและตอบตัวเองอยู่อย่างนั้นตลอดทั้งคืนจนไม่ได้จำวัด จนรุ่งเช้า ท่านได้ตัดสินใจเก็บสิ่งของสัมภาระที่จำเป็นสำหรับการออกธุดงค์ติดตัว โดยตอบคำถามในใจตนเองว่า การออกธุดงค์ครั้งนี้ไม่ได้ไปเพื่อเที่ยวเล่น แต่ถ้าหากยังอยู่ต่อไป ก็คงจะไม่ได้อะไรจากสิ่งที่ต้องการแสวงหาในเพศบรรพชิต

จากนั้นท่านจึงเข้าไปขออนุญาตท่านพระครูโสภณปุญญาภิวัฒน์ว่าจะขอไปเที่ยว แต่ไม่ได้เรียนท่านว่าจะไปนานกี่วัน หลังจากออกเดินทางจาริกธุดงค์นับตั้งแต่วันนั้นเป็นต้นมา ท่านก็ไม่เคยกลับไปจำพรรษา ณ วัดบ้านด่านอีกเลย

สาเหตุสำคัญที่ทำให้ท่านปรารถนาจะออกจาริกธุดงค์เป็นอย่างยิ่งนั้น เพราะอยากทราบว่าวิถีของพระธุดงค์นั้นเป็นอย่างไร ทำไมผู้คนถึงได้ศรัทธาพระธุดงค์กันนัก แต่สิ่งสำคัญที่สุดที่ท่านอยากจะค้นหาคำตอบอย่างแท้จริงก็คือ การเดินธุดงค์นั้น มีจุดมุ่งหมายเพื่อแสวงหาสิ่งใด

ในช่วงแรกของการออกธุดงค์ ท่านเลือกฉันอาหารมังสวิรัติ แต่หากบางครั้งเลือกไม่ได้จริง ๆ ก็จะใช้วิธีเจเขี่ยแทน ขอเพียงแค่มีข้าวให้ฉันท่านก็พออยู่ได้และเดินธุดงค์ต่อไปได้ ตอนนั้นในใจของท่านคิดแต่เพียงว่า ตัวท่านเป็นลูกของพระพุทธเจ้า จะตายที่ไหนก็ได้ ท่านตั้งหน้าเดินธุดงค์ไปตามป่าเขาลำเนาไพร โดยไม่มีความห่วงกังวลถึงทางบ้าน และไม่ได้คิดว่าญาติพี่น้องจะเป็นห่วงอย่างไร ท่านรู้แต่เพียงว่า ท่านกำลังเดินตามรอยพระบาทของพระพุทธองค์

ช่วงออกจาริกธุดงค์ในป่าเขา ก่อนเดินทางลงสู่ภาคใต้

ตอนนั้นในใจของท่านไม่กลัวอะไรเลย ไม่กลัวแม้กระทั่งความตาย มีแต่ความเด็ดเดี่ยวมุ่งมั่นอย่างเดียว ที่ไหนที่ชาวบ้านบอกว่าอันตราย ท่านก็ยิ่งเข้าไปเดินธุดงค์ทางนั้น ราวกับเป็นความท้าทาย ในระหว่างที่เดินธุดงค์นั้น จิตใจของท่านมีความสุข แต่ในขณะเดียวกันก็ต้องอยู่กับความหวาดระแวงต่อภัยอันตรายต่าง ๆ ที่อาจเกิดขึ้นได้ทุกเมื่อ

อานิสงส์ที่ประจักษ์ชัดของการออกธุดงค์ก็คือ การได้ฝึกฝนตบะบารมี เพราะป่าแต่ละแห่งนั้นมีอาถรรพ์ที่แตกต่างกันไป การเดินธุดงค์ในป่าจึงทำให้ผู้เดินธุดงค์ต้องมีความสำรวมทั้งกาย วาจา และใจ เพื่อที่จะสามารถอยู่ร่วมกันได้อย่างสงบระหว่างมนุษย์กับสิ่งที่มองไม่เห็น ผู้เดินธุดงค์ต้องมีความเคารพในธรรมชาติของป่า รวมทั้งให้เกียรติและไม่ล่วงเกินรุกขเทวดา ซึ่งส่งผลให้การเดินธุดงค์เป็นไปด้วยความราบรื่น ปลอดภัย ไม่หลงป่า และสามารถรอดพ้นจากสิ่งอาถรรพ์ของป่า

ตลอดสองปีของการเดินธุดงค์ในป่าดงดิบทั่วทุกสารทิศ ทั้งภาคเหนือ ภาคอีสาน ภาคตะวันออก ตลอดจนประเทศเพื่อนบ้าน นับเป็นวิถีชีวิตที่เรียบง่ายและอิสระ ในระหว่างที่ธุดงค์อยู่ในป่านั้น ยามใดที่จีวรขาดชำรุดลง ท่านก็จะเก็บรวบรวมเศษผ้าที่ผู้คนทิ้งแล้ว นำกลับมาเย็บปะชุนและย้อมใหม่เพื่อห่มเป็นจีวร โดยไม่มีปัจจัยใด ๆ ติดตัวเลย

เมื่อมีคนนำปัจจัยมาถวาย ท่านก็นำไปทำบุญต่อ ขอเพียงมีอาหารฉันวันละมื้อก็สามารถอยู่ได้ แม้จะได้ปฏิบัติทุกสิ่งที่เป็นกิจอันควรของการออกธุดงค์อย่างครบถ้วนแล้ว แต่ท่านก็ยังรู้สึกว่า สิ่งเหล่านี้ยังไม่ใช่คำตอบในสิ่งที่ท่านกำลังแสวงหา

เมื่อออกจากธุดงค์ในป่าทางจันทบุรีแล้ว ได้เกิดเหตุการณ์อันน่าอัศจรรย์และแปลกประหลาดมาก คือท่านมีอาการคล้ายกับคนหลงทิศ ซึ่งไม่ใช่การหลงทาง แต่เป็นการหลงสลับทิศตะวันออกกับทิศตะวันตกไปหมด และจำไม่ได้ว่าทิศไหนคือทิศเหนือ ทิศไหนคือทิศใต้ แม้จะเห็นดวงอาทิตย์อยู่ฝั่งนี้ แต่ในใจก็ไม่เชื่อว่าฝั่งนี้คือทิศตะวันออก ไม่ว่าจะเป็นป่าหรือสถานที่ที่เคยอยู่และคุ้นเคยก็ตาม

ในขณะเดียวกัน ท่านก็เริ่มมีความคิดอยากจะเดินธุดงค์ลงไปทางภาคใต้ ทั้งที่ตอนนั้นยังไม่เคยรู้จักเลยว่าภาคใต้เป็นอย่างไร แต่กลับมีความรู้สึกอยากลงไปอยู่เสมอ ในใจคิดวนเวียนอยู่ตลอดว่าอยากไป เหมือนเป็นการอธิษฐานจิตซ้ำแล้วซ้ำอีก จนเกิดเป็นความมุ่งมั่นอันชัดเจน ถึงแม้จะยังไม่รู้ว่าจะเดินทางไปอย่างไร แต่ท่านก็ตั้งใจว่าจะต้องไปภาคใต้ให้ได้

รู้สึกแรกเลยว่าใช่ สิ่งที่แสวงหามานาน

ปี พ.ศ. ๒๕๓๘ เป็นครั้งแรกที่ท่านเดินทางลงสู่ภาคใต้ โดยจาริกไปยังถ้ำพุทธโคดม จังหวัดพัทลุง ในช่วงก่อนเข้าพรรษา ท่านมีโอกาสได้สนทนากับญาติโยมที่มาจากจังหวัดตรัง ซึ่งโยมได้บอกเล่าถึงแม่ชีผู้เชี่ยวชาญด้านวิปัสสนากรรมฐาน และได้อาราธนานิมนต์ให้ท่านเดินทางไปยังจังหวัดตรัง เหตุการณ์ในครั้งนี้จึงกลายเป็นจุดเริ่มต้นให้ท่านได้เดินทางไปเยือนสำนักวิปัสสนาพัฒนาทางจิตเป็นครั้งแรก พร้อมกับพระสงฆ์จากถ้ำพุทธโคดม

เมื่อท่านเดินทางมาถึงสำนัก แม่ชีนภัทรได้ไปเรียนเชิญท่านแม่ครูลงมายังศาลาธรรมรัตนะ ท่านแม่ครูได้นิมนต์ให้พระอาจารย์และพระรูปอื่น ๆ นั่งบนเก้าอี้ ส่วนท่านนั่งบนตั่ง จากนั้นท่านแม่ครูได้หันมามองพระอาจารย์อยู่หลายหน ต่อมาท่านมหาที่ร่วมเดินทางมาด้วยได้สนทนาธรรมกับท่านแม่ครู ซึ่งท่านแม่ครูได้ให้ลองกระดิกนิ้วแล้วถามขึ้นว่า “ความรู้สึกอยู่ที่ไหน”

พระอาจารย์นั่งฟังอย่างสงบ แต่รู้สึกแปลกใจ แค่สังเกตอาการกระดิกนิ้ว “จิตที่ทำหน้าที่รู้ว่ากระดิก กับ อาการกระดิก เป็นส่วนเดียวกันหรือคนละส่วนกัน” ฟังแล้วรู้สึกว่าเป็นภาษาที่คุ้นมาก เมื่อพระอาจารย์เห็นท่านแม่ครูครั้งแรก ก็รู้สึกเลยว่าใช่ แต่ไม่รู้ว่าใช่อะไร สิ่งที่ท่านแม่ครูพูดนั้น พระอาจารย์รู้สึกทันทีว่าคือสิ่งที่ท่านแสวงหามานาน แม้จะยังไม่รู้ว่าสิ่งนั้นคืออะไร แต่รู้สึกเลยว่าใช่

หลังเสร็จสิ้นการสนทนาธรรม ท่านแม่ครูได้ถามพระอาจารย์ว่า “ถ้าดิฉันจะถวายจีวร ท่านจะรับไหม” เหตุเพราะผ้าไตรจีวรที่พระอาจารย์ครองอยู่นั้นมีสีสันไม่เข้าชุดกัน ด้วยสบงเป็นสีหนึ่ง จีวรเป็นอีกสีหนึ่ง และสังฆาฏิก็เป็นอีกสีหนึ่ง เนื่องจากท่านเก็บรวบรวมมาจากผ้าเก่าที่เขาทิ้งแล้ว นำมาซักทำความสะอาดเพื่อใช้งานต่อ

เมื่อกลับมาที่ถ้ำพุทธโคดม ทุกวันหลังจากบิณฑบาตและฉันภัตตาหารเรียบร้อยแล้ว พระอาจารย์ก็จะไปนั่งที่ชะง่อนหิน หันหน้ามองไปทางเมืองตรัง เฝ้ารอเวลาให้ถึงวันออกพรรษา

หลังออกพรรษาแล้ว ท่านก็มุ่งหน้าไปที่สำนักวิปัสสนาพัฒนาทางจิตอีกครั้ง ด้วยตั้งใจขอปฏิบัติธรรมกับท่านแม่ครู แต่ก็ไม่ได้คิดว่าจะอยู่ที่สำนักนาน ทว่ากว่าท่านจะได้พบท่านแม่ครู ก็ต้องใช้เวลานานถึงสามเดือน ทั้งที่กุฏิห่างกันไม่ถึง ๑๐๐ เมตร แต่ก็ไม่เคยได้พบท่านแม่ครูเลย

“จะเป็นการเสียศักดิ์ศรีไหม ถ้าดิฉันจะถวายความรู้”

จนวันหนึ่งขณะที่พระอาจารย์กำลังทาสีปรับปรุงโรงทาน ท่านแม่ครูก็เดินมาที่โรงทานแล้วถามว่า “พระคุณเจ้า จะเป็นการเสียศักดิ์ศรีไหมถ้าดิฉันจะถวายความรู้” ในใจพระอาจารย์ขณะนั้นรู้สึกดีใจมาก จึงตอบท่านแม่ครูด้วยความอ่อนน้อมว่า “อาตมาไม่มีศักดิ์ศรี”

ท่านแม่ครูจึงได้นิมนต์พระอาจารย์มาที่ศาลาธรรมรัตนะเพื่อถวายความรู้เป็นครั้งแรก ท่ามกลางหมู่โยคีภายในศาลา ท่านแม่ครูได้นิมนต์ให้พระอาจารย์นั่งหันหลังให้กระดาน แล้วท่านก็เขียนคำตอบเฉลยล่วงหน้าไว้บนกระดานนั้น หลังจากนั้นจึงเริ่มให้พระอาจารย์ปฏิบัติตามที่ท่านบอก แล้วตอบคำถามของท่านแม่ครูไปทีละข้อ

ศาลาธรรมรัตนะ สถานที่ที่ท่านแม่ครูถวายความรู้แก่พระอาจารย์เป็นครั้งแรก

เมื่อจบคำถามแล้ว ท่านแม่ครูจึงให้พระอาจารย์หันกลับมาดูคำตอบบนกระดาน ซึ่งปรากฏว่าคำตอบของพระอาจารย์ถูกต้องตรงกันทุกข้อ สร้างความอัศจรรย์ใจแก่บรรดาโยคีในสำนักที่ร่วมเป็นประจักษ์พยานในวันนั้น

จากนั้นท่านแม่ครูจึงเริ่มสอนและสอบอารมณ์พระอาจารย์ หากแต่สอนได้ไม่นาน ท่านก็มีกิจธุระที่จังหวัดพะเยา ระหว่างที่อยู่สำนัก ทุกวันขณะปฏิบัติธรรม พระอาจารย์ก็จะมองไปที่กุฏิท่านแม่ครู เฝ้ารอว่าเมื่อไหร่ท่านจะกลับมา ในใจระลึกถึงท่านอยู่ตลอดเวลา แม้ขณะสรงน้ำ ซึ่งในสมัยนั้นยังต้องโยกปั๊มน้ำบาดาล พระอาจารย์ก็ยังยืนหันหน้าไปทางกุฏิท่านแม่ครู ทั้งที่ในความเป็นจริงแล้ว หากได้พบท่าน ก็คงไม่กล้าพูดคุยกับท่านอยู่ดี

ในช่วงที่ท่านแม่ครูเดินทางไปปฏิบัติกิจที่ภาคเหนือ พระอาจารย์รู้สึกว่าปฏิบัติได้ก้าวหน้าและมีสภาวธรรมที่ดีมาก เมื่อท่านแม่ครูกลับมาจากพะเยา พระอาจารย์รู้สึกดีใจมากที่จะได้ส่งอารมณ์กับท่าน หลังจากท่านแม่ครูนิมนต์ให้พระอาจารย์นั่งลง ยังไม่ทันที่พระอาจารย์จะได้เล่าสภาวะ ท่านแม่ครูก็บอกให้ปฏิบัติต่อทันทีว่าให้ทำอย่างนี้ อย่างนี้นะ ทั้งที่พระอาจารย์ก็อยากจะเล่าสภาวะที่เกิดขึ้นจากการปฏิบัติในช่วงที่ท่านแม่ครูไม่อยู่ให้ท่านฟังก่อน

ท่านแม่ครูจึงบอกว่า “ให้ของใหม่แล้วยังจะเอาของเก่าอีก” พระอาจารย์จึงทิ้งสภาวะที่เตรียมจะเล่าทันที แม้จะยังคาใจในสภาวะที่ไม่ได้เล่าก็ตาม แล้วเริ่มปฏิบัติใหม่ตามที่ท่านแม่ครูสอน

ภาษาสภาวะจากท่านแม่ครู

ในสมัยที่ท่านแม่ครูสอนนั้น การสอบอารมณ์จะไม่ใช้เวลามาก การเล่าสภาวะจึงต้องกระชับและตรงประเด็น ท่านแม่ครูเป็นผู้ที่มีความสามารถเป็นเลิศในการเลือกใช้ “ภาษาสภาวะ” ได้อย่างสละสลวย แม่นยำ เช่นคำว่า “ตัวมุ่ง” หรือ “ความมั่นคง” ซึ่งเป็นภาษาที่โยคีสามารถเข้าใจได้ตรงตามสภาวะที่เกิดขึ้นจริงในขณะปฏิบัติ

อีกทั้งคำพูดของท่านทุกคำยังมีความไพเราะจับใจ เป็นกระแสเสียงแห่งความเมตตาที่ฟังแล้วรู้สึกดีและชุบชูใจโยคีเป็นอย่างยิ่ง พระอาจารย์จึงได้ซึมซับปฏิปทาอันงดงามนี้มาจากท่านแม่ครูผู้เป็นต้นแบบ

ภาษาสภาวะที่ท่านแม่ครูเลือกใช้นั้น จะเน้นย้ำเฉพาะประเด็นสำคัญ ท่านแม่ครูบอกเพียงว่าให้ทำอะไรและทำอย่างไร พระอาจารย์ก็น้อมนำมาปฏิบัติเช่นนั้น ภาษาสภาวะของท่านแม่ครูคือภาษาที่ตรงไปตรงมา โยคีเข้าใจได้ง่าย และสามารถนำไปปฏิบัติตามได้ทันที

ด้วยการหมั่นสังเกต ทำให้พระอาจารย์กลายเป็นผู้ที่จับประเด็นได้อย่างแม่นยำ รู้ว่าจุดสำคัญอยู่ตรงไหน เมื่อท่านแม่ครูถามจบปุ๊บ พระอาจารย์ก็สามารถเล่าสภาวะได้ทันที ไม่ว่าจะทำได้ ทำไม่ได้ หรือทำไม่ทัน ก็ไม่มีอาการคร่ำครวญแต่อย่างใด เพียงท่านแม่ครูบอกว่า “ใช่ ถูกต้องแล้ว” พระอาจารย์ก็จะจดจำทันทีว่า ประเด็นสำคัญคืออะไรและอยู่ตรงไหน

ในเวลานั้น พระอาจารย์ยังไม่มีความเข้าใจในเรื่องสภาวะ ท่านรู้เพียงว่าต้องปฏิบัติอย่างไรจึงจะก้าวหน้า และมุ่งมั่นทำหน้าที่ของผู้ปฏิบัติอย่างเคร่งครัด ท่านรู้เพียงว่าทำแล้วส่งผลให้สภาพจิตดีขึ้นอย่างไร โดยไม่ได้คิดหาความหมายของสภาวธรรม

ท่านแม่ครูเป็นผู้อ่อนน้อมถ่อมตนและให้เกียรติพระสงฆ์เป็นอย่างยิ่ง แม้กระทั่งกับพระบวชใหม่ในสำนัก ท่านแม่ครูจึงเป็นที่เคารพบูชาของโยคีในสำนัก ทุกคนต่างยกย่องว่าท่านคือผู้ที่เก่งที่สุดและเป็นแบบอย่างที่งดงามที่สุดในใจของพวกเขา

ครั้งหนึ่งพระอาจารย์เคยเรียนถามท่านแม่ครูว่า เหตุใดเวลาสอน โยคีจึงไม่ค่อยฟัง ฟังไม่เข้าใจ หรือไม่ค่อยใส่ใจเท่าที่ควร ท่านแม่ครูตอบกลับมาว่า “ถ้าโยคีเขาเก่ง เขาก็เป็นครูบาอาจารย์ไปแล้ว เรามีหน้าที่สอน...ก็สอนไป” คำพูดเพียงสั้น ๆ นั้นทำให้พระอาจารย์ได้คิด และรู้สึกว่าหากตนเองมีปัญญาได้อย่างท่านแม่ครูสักครึ่งหนึ่งก็คงดีไม่น้อย จึงได้เรียนท่านแม่ครูไปว่า “หากได้ปัญญาของท่านแม่ครูสักนิดก็ยังดี” ซึ่งท่านแม่ครูก็จะคอยให้พรอยู่เรื่อย ๆ เสมอมา

อภิธรรม และการขอเรียนวิชาครู

หลังจากนั้น ท่านแม่ครูได้จัดหาหนังสือพระอภิธรรมระดับชั้นตรี โท และเอก มาให้พระอาจารย์ได้อ่าน ท่านจึงมีโอกาสได้ศึกษาภาคบัญญัติ โดยเรียนรู้จากละเอียดมาหยาบ จากปลีกย่อยไปหาหัวข้อหลัก โดยท่านแม่ครูคอยสอนเชื่อมโยงเข้ากับสภาวธรรม

ซึ่งเมื่ออาศัยฐานแห่งการปฏิบัติและการเข้าถึงสภาวะจริงของพระอาจารย์ร่วมด้วย ก็ยิ่งทำให้เข้าใจง่ายและแจ่มแจ้งยิ่งขึ้นว่า วิถีจิตเป็นอย่างไร การดับไปของจิตเป็นเช่นไร การที่จิตดวงเก่าดับลงแล้วจิตดวงใหม่เกิดขึ้นเป็นอย่างไร ทำให้ท่านเข้าถึงความจริงที่พระพุทธเจ้าตรัสไว้ว่า จิตดวงหนึ่งรับรู้ได้ครั้งละหนึ่งอารมณ์ เมื่อรับรู้แล้วก็ดับไป แล้วมีจิตดวงใหม่เกิดขึ้นเพื่อรับรู้อารมณ์ใหม่สืบเนื่องกันไป

พระอภิธรรมอันเป็นปรมัตถธรรมอันยิ่งและสูงสุดนี้ เป็นสิ่งที่สามารถเห็นได้จริงจากการลงมือปฏิบัติหรือภาวนามยปัญญา ไม่ใช่จากการนึกคิดหรือจินตามยปัญญา ว่าโดยสภาวะแล้ว ผู้ปฏิบัติสามารถเข้าถึงได้จริง แม้จะไม่รู้ชื่อเรียกหรือเรียกไม่ถูก แต่สภาวธรรมที่เกิดขึ้นนั้นจะเป็นตัวบ่งบอก

จวบจนวันหนึ่ง ท่านแม่ครูเอ่ยถามพระอาจารย์ว่า “ปฏิบัติแล้วคิดจะสอนคนอื่นบ้างไหม” ในตอนนั้น แม้ใจหนึ่งของพระอาจารย์จะไม่เคยคิดอยากเป็นวิปัสสนาจารย์หรือสอนใครเลย แต่อีกใจหนึ่งก็คิดว่า หากสามารถบอกเล่าหรือให้คำแนะนำแก่ผู้อื่นได้บ้าง คงจะเป็นประโยชน์ต่อผู้ที่สนใจและกำลังแสวงหาหนทางปฏิบัติอยู่ไม่น้อย

เมื่อท่านแม่ครูเอ่ยถามต่อว่า “อยากเรียนวิชาครูไหม” พระอาจารย์เห็นเป็นโอกาสอันดี จึงได้จัดหาดอกไม้ธูปเทียนเพื่อขอเรียนวิชาครู

ในการเรียนวิชาครูนั้น พระอาจารย์จะเริ่มจากการจดจำสภาวะของโยคีแต่ละคน แล้วนำไปกราบเรียนให้ท่านแม่ครูได้รับทราบ หากพระอาจารย์เล่าไม่ครบถ้วนหรือข้ามประเด็นใดไป ท่านแม่ครูก็จะคอยชี้แนะให้เน้นย้ำจุดที่สำคัญ ท่านแม่ครูมักจะถามว่า “โยคีคนนี้อยู่ญาณไหน” โดยที่ท่านจะไม่เฉลย แต่จะให้พระอาจารย์กลับไปฟังและพิจารณาทบทวนสภาวญาณของโยคีคนนั้นใหม่อีกครั้ง แล้วค่อยกลับมาเล่าให้ท่านฟังในวันถัดไป

เก้าอี้ของวิปัสสนาจารย์

นอกเหนือจากการจดจำสภาวะของโยคีแต่ละคนที่ได้สอบอารมณ์มาแล้ว พระอาจารย์ยังต้องจำแนกให้ได้ว่าสภาวะใดเป็นบัญญัติ และสภาวะใดเป็นปรมัตถ์ เนื่องจากท่านแม่ครูให้ความสำคัญกับการเป็นวิปัสสนาจารย์เป็นอย่างยิ่ง ว่าต้องเป็นผู้รู้จริง มีความชัดเจน ไม่คลุมเครือ จึงจะสามารถสอนผู้อื่นได้อย่างถูกต้อง ท่านจึงเน้นย้ำให้พระอาจารย์พิจารณาแยกแยะระหว่างบัญญัติกับปรมัตถ์ให้ชัดเจน

จนกระทั่งวันหนึ่ง ท่านแม่ครูได้นิมนต์ให้พระอาจารย์ขึ้นไปนั่งบนเก้าอี้ประจำที่ท่านใช้สำหรับสอบอารมณ์โยคี ด้วยความที่เก้าอี้ตัวนั้นเป็นเก้าอี้ที่ครูบาอาจารย์ใช้สอนธรรมะ พระอาจารย์จึงรู้สึกอึดอัดและลำบากใจเป็นอย่างยิ่ง แต่เมื่อมิอาจปฏิเสธความตั้งใจของท่านแม่ครูได้ จึงจำต้องขึ้นไปนั่งบนเก้าอี้ตัวนั้นตามคำนิมนต์

ท่านแม่ครูถามพระอาจารย์ว่า “นั่งแล้วรู้สึกอบอุ่นไหม” ก่อนที่จะกล่าวต่อไปว่า “เก้าอี้นี้เป็นของท่านแล้ว ยกให้ท่านแล้ว ต่อไปท่านทำหน้าที่นี้แล้วนะ” พระอาจารย์จึงได้เป็นวิปัสสนาจารย์อย่างเต็มตัว นับตั้งแต่วันนั้นเป็นต้นมา

จวบจนวันนี้ คำว่า “พระอาจารย์” เป็นคำที่เหล่าโยคีทุกคนในสำนักวิปัสสนาพัฒนาทางจิต กล่าวเรียกขานท่านด้วยความเคารพบูชาอย่างสูงสุด ทั้งนี้ ท่านยังเป็นที่รู้จักในวงกว้างของบุคคลทั่วไปในนาม “พระอาจารย์ประเสริฐ ฐานังกโร พระวิปัสสนาจารย์ผู้เปี่ยมด้วยเมตตาแห่งสำนักวิปัสสนาพัฒนาทางจิต จังหวัดตรัง”

พระอาจารย์ขณะสอบอารมณ์โยคี ณ สำนักวิปัสสนาพัฒนาทางจิต

รับรางวัลพระวิปัสสนาจารย์ดีเด่น

ด้วยวัตรปฏิบัติอันงดงามและการทุ่มเทเผยแผ่ธรรมอันเป็นที่ประจักษ์ พระอาจารย์ประเสริฐ ฐานังกโร ได้รับมอบโล่เกียรติคุณ “ผู้เผยแผ่พระพุทธศาสนาดีเด่น” เนื่องในโอกาสครบรอบ ๗๒ ปียุวพุทธิกสมาคมแห่งประเทศไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์ เมื่อวันพุธที่ ๑๒ ตุลาคม พ.ศ. ๒๕๖๔ ณ อาคารธรรมนิเวศ

ได้รับการแต่งตั้งพระฐานานุกรมที่

ต่อมาเมื่อวันที่ ๒๗ สิงหาคม พ.ศ. ๒๕๖๗ ท่านได้รับการแต่งตั้งเป็นพระฐานานุกรมที่ พระครูวินัยธรประเสริฐ ฐานังกโร

ได้รับถวายปริญญาพุทธศาสตรดุษฎีบัณฑิตกิตติมศักดิ์ สาขาวิชาวิปัสสนาภาวนา

เมื่อวันอาทิตย์ที่ ๗ ธันวาคม พ.ศ. ๒๕๖๘ สภามหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย ได้พิจารณาเห็นถึงคุณูปการอันงดงามที่ท่านได้อุทิศกำลังกายและกำลังใจ ในการเผยแผ่พระธรรมคำสอนแห่งองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าตามแนวทางสติปัฏฐานสี่ แก่พระภิกษุ สามเณร และเหล่าโยคีผู้แสวงหาหนทางแห่งความดับทุกข์โดยสิ้นเชิง ด้วยความวิริยะอุตสาหะและความมุ่งมั่นอย่างยิ่ง สภามหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย จึงมีมติถวายปริญญาพุทธศาสตรดุษฎีบัณฑิตกิตติมศักดิ์ สาขาวิชาวิปัสสนาภาวนา แด่พระครูวินัยธรประเสริฐ ฐานังกโร

กลับสู่หน้าประวัติสำนัก