ปฐมวัยและศรัทธาอันตั้งมั่น
ท่านแม่ครูนราวรรณ กุลธรชุติภาส เป็นชาวจังหวัดตรังโดยกำเนิด ท่านถือกำเนิดเมื่อวันที่ ๒๐ กรกฎาคม พ.ศ. ๒๔๙๑ เป็นบุตรสาวคนโตของคุณพ่อท่ง แซ่แต้ และคุณแม่นาลกี้ เหรียญเซี้ยงฉิน โดยมีน้องอีก ๔ คน คือ นายบุญลือ กุลธรชุติภาส, นายสมชาย กุลธรชุติภาส, นางเพียรเพ็ญ วงศ์วร และนายสรสิทธิ์ สิทธิชัย ตามลำดับ
ท่านแม่ครูนราวรรณมีความสนใจและศรัทธาในพระพุทธศาสนาตั้งแต่วัยเด็ก โดยท่านเริ่มสังเกตเห็นถึงความไม่เที่ยงของชีวิตตั้งแต่วัยเยาว์ และแม้กาลเวลาจะผ่านไปนานเพียงใด ความเลื่อมใสศรัทธาของท่านก็ยังคงมั่นคงมิเคยเปลี่ยนแปลง ยิ่งวันเวลาล่วงผ่าน ท่านกลับยิ่งพัฒนาความรู้ความเข้าใจในสาระแห่งชีวิตมากขึ้นเป็นลำดับ จนเกิดเป็นความศรัทธาอันตั้งมั่นในพระธรรมคำสอนแห่งบวรพระพุทธศาสนา
จากพยาบาล สู่เพศพรหมจรรย์
หลังจากท่านได้ใช้ช่วงชีวิตไปกับการศึกษาเล่าเรียนและการทำงานเพื่อประกอบอาชีพเช่นคนทั่วไป จนกระทั่งในปี พ.ศ. ๒๕๒๕ ขณะที่มีอายุได้ ๓๔ ปี และทำงานเป็นพยาบาลอยู่ที่โรงพยาบาลหัวเฉียว กรุงเทพมหานคร ลักษณะงานที่ต้องดูแลผู้ป่วยไข้ ทำให้ท่านได้ประจักษ์ถึงความไม่เที่ยงแท้ของสังขาร ทั้งยังได้เห็นการเกิด แก่ เจ็บ และตาย อยู่ทุกเมื่อเชื่อวัน ด้วยเหตุนี้เอง ท่านจึงตัดสินใจอย่างแน่วแน่และเด็ดขาดที่จะหันหลังให้กับวิถีชีวิตทางโลก มุ่งสู่วิถีชีวิตทางธรรมอย่างไม่ลังเล และเข้าสู่เพศพรหมจรรย์เป็น “แม่ชีนราวรรณ กุลธรชุติภาส” โดยมีพระอาจารย์สว่าง แห่งวัดนันทิการาม จังหวัดขอนแก่น เป็นผู้บวชให้
ศิษย์แห่งท่านพระอาจารย์ใหญ่
ต่อมาในปี ๒๕๒๖ ท่านแม่ครูนราวรรณได้มีโอกาสฝากตัวเป็นศิษย์ปฏิบัติธรรมกับท่านพระอาจารย์ใหญ่ ดร.ภัททันตะ อาสภมหาเถระ ธัมมาจริยะ อัคคมหากัมมัฏฐานาจริยะ และได้กราบเรียนถ่ายทอดสภาวธรรมที่เห็นให้ท่านฟัง ซึ่งท่านพระอาจารย์ใหญ่ได้ชี้แนะว่านั่นคือ “สภาวะแห่งความเป็นอนัตตา” ทำให้ท่านแม่ครูนราวรรณเกิดความเข้าใจในสภาวธรรมที่ปรากฏขึ้น
หลังจากนั้น ท่านแม่ครูได้มีโอกาสติดตามท่านพระอาจารย์ใหญ่ไปยังสถานที่ต่าง ๆ ร่วมกับคณะศิษย์ ในระหว่างนั้น ท่านได้รับการอบรมสั่งสอนภาคปฏิบัติจากท่านพระอาจารย์ใหญ่ จนมีความรู้ความเข้าใจในธรรมอย่างลึกซึ้ง และได้รับการรับรองจากท่านพระอาจารย์ใหญ่ว่าเป็นผู้มีปัญญาแตกฉานในธรรม สามารถเข้าถึงสภาวธรรมอันละเอียดและพิสดาร ซึ่งมีโยคีน้อยคนนักที่จะเข้าถึงได้ จนได้รับความไว้วางใจให้ทำหน้าที่เป็นผู้ช่วยท่านพระอาจารย์ใหญ่ ด้านการเผยแผ่แนวทางการปฏิบัติธรรมแก่เหล่าโยคีนักปฏิบัติในขณะนั้น
ซึ่งในกาลต่อมา เมื่อท่านแม่ครูได้มาตั้งสำนักวิปัสสนาพัฒนาทางจิตขึ้นที่จังหวัดตรัง ท่านพระอาจารย์ใหญ่ก็ได้กล่าวรับรองให้ท่านแม่ครูเป็นวิปัสสนาจารย์หลักแห่งดินแดนภาคใต้ ด้วยอุปสรรคในการเดินทางสมัยนั้น หากโยคีศิษย์ของท่านพระอาจารย์ใหญ่ทางภาคใต้ไม่สะดวกที่จะเดินทางไปยังสำนักวิปัสสนาวิเวกอาศรม จังหวัดชลบุรี ก็สามารถสอบอารมณ์กับแม่ชีนราวรรณที่จังหวัดตรังได้
ปณิธานแห่งการเป็น “ผู้ให้”
ด้วยปณิธานอันมุ่งมั่นและความปรารถนาอันแรงกล้าของท่านแม่ครูนราวรรณ ที่ต้องการช่วยเหลือโยคี โดยเฉพาะสตรี ให้มีโอกาสเข้าถึงธรรมอันสูงสุดในพระพุทธศาสนา ท่านจึงตั้งใจอุทิศตนเพื่อการเผยแผ่ธรรมด้วยความเสียสละอันยิ่งใหญ่ ทั้งการสละทรัพย์สินส่วนตัวและทุ่มเทแรงกาย เพื่อสร้างสำนักวิปัสสนาพัฒนาทางจิตขึ้นที่จังหวัดตรังอันเป็นบ้านเกิด ด้วยจิตสำนึกกตัญญูต่อแผ่นดินเกิด เพื่อให้เป็นสถานที่ปฏิบัติธรรมสำหรับผู้สนใจทั่วไป โดยมุ่งเน้นการปฏิบัติอันเป็นไปเพื่อความดับทุกข์อย่างสิ้นเชิง
ท่านตั้งใจเป็น “ผู้ให้” แก่โยคีผู้แสวงหาธรรมทุกคนอย่างไม่มีประมาณ โดยไม่แบ่งแยกฐานะยากดีมีจน ท่านเมตตาให้โอกาสทุกคนอย่างเท่าเทียมกัน— ปณิธานของท่านแม่ครูนราวรรณ กุลธรชุติภาส
และด้วยปณิธานของท่านที่ตั้งใจเป็น “ผู้ให้” แก่โยคีผู้แสวงหาธรรมทุกคนอย่างไม่มีประมาณ โดยไม่แบ่งแยกฐานะยากดีมีจน ท่านเมตตาให้โอกาสทุกคนอย่างเท่าเทียมกัน ขอเพียงโยคีมีความมุ่งมั่นตั้งใจปฏิบัติธรรมอันเป็นไปเพื่อความดับทุกข์ เพื่อน้อมถวายเป็นปฏิบัติบูชาแด่ท่านเท่านั้น
ตราบวาระสุดท้ายแห่งชีวิต
ท่านแม่ครูนราวรรณ กุลธรชุติภาส ได้อุทิศตนเพื่อเผยแผ่ธรรมะในพระพุทธศาสนาโดยไม่เห็นแก่ความเหน็ดเหนื่อยตลอดชีวิตของท่าน จวบจนวันที่ ๒ เมษายน ๒๕๕๐ ท่านได้ละสังขาร สิริอายุรวม ๕๙ ปี