ด้วยจิตสำนึกอันเปี่ยมด้วยความกตัญญูกตเวทิตาต่อบ้านเกิด ท่านแม่ชีนราวรรณ กุลธรชุติภาส จึงได้ริเริ่มก่อตั้งสำนักวิปัสสนาพัฒนาทางจิต และได้เปิดเป็นสำนักปฏิบัติธรรมอย่างเป็นทางการ เมื่อวันที่ ๒๐ กรกฎาคม ๒๕๒๙ ซึ่งตรงกับวันคล้ายวันเกิดของท่าน
สำนักวิปัสสนาพัฒนาทางจิต ตั้งอยู่ ณ ตำบลทุ่งกระบือ อำเภอย่านตาขาว จังหวัดตรัง บนพื้นที่ ๑๑ ไร่ อันเป็นสมบัติส่วนตัวของครอบครัวกุลธรชุติภาส โดยท่านแม่ชีนราวรรณ กุลธรชุติภาส มีความตั้งใจอันบริสุทธิ์ที่จะสร้างสถานที่แห่งนี้ให้เป็นสถานปฏิบัติธรรม เพื่อนำพระธรรมคำสอนมาเป็นที่พึ่งทางใจแก่คนในท้องถิ่นบ้านเกิด และเป็นสาธารณประโยชน์แก่บุคคลทั่วไปที่แสวงหาธรรมเพื่อความหลุดพ้น
ยุคบุกเบิก — ทุ่งหญ้าคาและตะเกียงเจ้าพายุ
ย้อนกลับไปในช่วงบุกเบิกเมื่อปี ๒๕๒๘ ก่อนการเปิดเป็นสถานปฏิบัติธรรมอย่างเป็นทางการ คณะผู้ก่อตั้งซึ่งล้วนแต่เป็นสตรีทั้งสี่ท่าน ได้เริ่มต้นจากการชักชวนกันมาปฏิบัติธรรม ท่ามกลางสภาพแวดล้อมของชุมชนรอบข้างซึ่งส่วนใหญ่เป็นพี่น้องชาวไทยมุสลิม โดยสถานที่ตั้งของสำนักในขณะนั้นยังเป็นทุ่งโล่งที่เต็มไปด้วยหญ้าคา และมีเพียงต้นยางปลูกใหม่ต้นเล็ก ๆ ซึ่งยังไม่สามารถให้ร่มเงาเพื่อบังแดดกันฝนแก่คณะผู้บุกเบิกได้เลย
ท่ามกลางแดดอันร้อนระอุในช่วงกลางวัน ทุกคนได้ช่วยกันปรับพื้นที่จนโล่งเตียน เพื่อความปลอดภัยจากสัตว์ร้าย และปรับสถานที่ให้มีความสัปปายะต่อการปฏิบัติธรรม แต่ละคนแบ่งหน้าที่จัดเวรหุงหาอาหารเพื่อการดำรงชีวิตในแต่ละวัน โดยท่านแม่ชีนราวรรณและคณะช่วยกันบุกเบิกสถานที่ สร้างเพิงหมาแหงนเพื่อหลบแดดบังฝนกันตามลำพัง ยามค่ำคืน ทุกคนต่างแยกย้ายกันไปปฏิบัติธรรมโดยอาศัยแสงสว่างจากตะเกียงเจ้าพายุ เนื่องจากในสมัยนั้นกระแสไฟฟ้ายังเข้าไม่ถึง
ทุ่งหญ้าคาในยุคบุกเบิก พ.ศ. ๒๕๒๘ · ก่อนกระแสไฟฟ้าจะเข้าถึง
ทุ่งหญ้าคาในยุคบุกเบิก พ.ศ. ๒๕๒๘ · ก่อนกระแสไฟฟ้าจะเข้าถึงแม้ว่าที่ตั้งสำนักจะอยู่ไม่ไกลจากถนนใหญ่ แต่ในฤดูฝน การเดินทางออกสู่ภายนอกกลับต้องใช้เวลาร่วมชั่วโมง เนื่องจากสภาพถนนเข้าออกในสมัยนั้นเป็นหลุมเป็นบ่อ ช่วงฤดูฝน ถนนแปรสภาพเป็นโคลนตม ทำให้รถยนต์ไม่สามารถผ่านเข้าออกได้ การเดินทางไปติดต่อภายนอก รวมถึงการขนเสบียงมาเก็บตุนไว้หุงหาอาหารในแต่ละวัน จึงต้องอาศัยการเดินเท้าลุยโคลนอย่างทุลักทุเล ชุดสีขาวของแม่ชีและนักปฏิบัติธรรมจึงมักเปรอะเปื้อนคราบโคลนอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้เลย
แม้จะประสบความยากลำบากเพียงใด คณะผู้บุกเบิกก็มิได้ย่อท้อต่ออุปสรรค หากแต่ยังคงมุ่งมั่นบำเพ็ญเพียรปฏิบัติธรรมอย่างเต็มกำลัง ควบคู่ไปกับการใช้ทุนทรัพย์ส่วนตัวและการอุทิศแรงกาย เพื่อบุกเบิกพัฒนาสำนักวิปัสสนาพัฒนาทางจิต
“ท่านแม่ครู”
ด้วยคุณูปการอันยิ่งใหญ่ของท่านแม่ชีนราวรรณ กุลธรชุติภาส ผู้ก่อตั้งสำนักวิปัสสนาพัฒนาทางจิต ด้วยความเสียสละและอดทนต่อความยากลำบาก เพื่อประโยชน์แก่ผู้แสวงหาสัจธรรม บรรดาศิษย์ทั้งหลายจึงพร้อมใจกันน้อมเรียกขานท่านด้วยความเคารพรักและเทิดทูนอย่างสูงยิ่งว่า “ท่านแม่ครู”
สำหรับเหล่าศิษย์แล้ว ท่านคือครูผู้ชี้แนะสั่งสอนธรรม เปรียบเสมือนแม่ผู้ให้กำเนิดในทางธรรมแก่เหล่าโยคีทุกคน— ความหมายของคำว่า “ท่านแม่ครู” ในใจของเหล่าศิษย์
สี่ทศวรรษแห่งศรัทธา
ในปัจจุบันปี พ.ศ. ๒๕๖๙ สำนักวิปัสสนาพัฒนาทางจิตครบรอบ ๔๐ ปี โดยก้าวผ่านวันเวลาอันยากลำบากและความขาดแคลนในยุคก่อตั้งมาได้ ด้วยปณิธานอันแน่วแน่และศรัทธาที่มั่นคงของท่านแม่ครู ประกอบกับความเสียสละของเหล่าศิษย์ที่ได้ร่วมแรงร่วมใจกันพัฒนาและสานต่อปณิธานของท่านแม่ครูจากรุ่นสู่รุ่น จนกระทั่งมาเป็นสำนักวิปัสสนาพัฒนาทางจิตในวันนี้ สำนักที่ทุกคนต่างประจักษ์ถึงความสัปปายะ ทั้งความสวยงาม ความสะอาดสะอ้าน และความสะดวกสบาย จนไม่เหลือร่องรอยแห่งความยากลำบากในอดีตไว้เลย
สำนักวิปัสสนาพัฒนาทางจิตในปัจจุบัน · ความสัปปายะหลังสี่ทศวรรษ
สำนักวิปัสสนาพัฒนาทางจิตในปัจจุบัน · ความสัปปายะหลังสี่ทศวรรษปัจจุบัน มีผู้สนใจเดินทางมาปฏิบัติธรรม ณ สำนักวิปัสสนาพัฒนาทางจิตเพิ่มมากขึ้นเป็นลำดับ ทั้งผู้แสวงหาธรรมชาวไทยและชาวต่างชาติ ที่แวะเวียนมาเข้ารับการฝึกอบรมปฏิบัติธรรมอย่างต่อเนื่อง