เราปฏิบัติธรรม เพื่อที่จะให้จิตเป็นอิสระ
พอเราทำจิตให้กว้างเท่าจักรวาลหรือกว้างเท่าท้องฟ้าแล้ว ลองพิจารณาว่า “สิ่งที่เกิดขึ้นในโลกนี้” กับ “จิตที่ว่างเท่าท้องฟ้า” อะไรยิ่งใหญ่กว่ากัน เราควรจะให้ความสำคัญสิ่งไหนถึงจะอิสระ ถึงจะมีความสุข เราปฏิบัติธรรมเพื่อที่จะให้จิตเป็นอิสระ มีความสุข หรือเพื่อยึดสิ่งที่เกิดขึ้นอยู่ในโลกนี้?
พอจิตกว้างเท่าท้องฟ้า เหมือนเราหลุดจากโลกนี้ เหมือนเราอยู่แยกส่วนกับโลกที่กำลังหมุนอยู่ แล้วจิตดวงนั้นรู้สึกอย่างไร สบายหรือเปล่า?
ให้ความสำคัญกับสิ่งไหน ถึงจะอิสระ ถึงจะมีความสุข?
การที่จิตกว้างเท่าท้องฟ้า ก็เหมือนเราอยู่แยกส่วนกับโลก
พระครูวินัยธรประเสริฐ ฐานังกโร · สำนักวิปัสสนาพัฒนาทางจิต จ.ตรัง · ๒๕ มีนาคม ๒๕๖๘
คำว่า “ในโลกนี้” ไม่ใช่แค่วัตถุสิ่งของ หรือสิ่งที่อยู่นอกตัวเรา แต่หมายถึงรูปหรือตัวที่นั่งอยู่ตรงนี้ด้วย นี่คือความเท่าเทียมกัน
แล้วเมื่อเห็นชัดด้วยตาปัญญาของตัวเอง ก็จะรู้สึกว่าเรามีทางเลือกว่าจะอยู่แบบไหนถึงจะไม่ทุกข์ เรามีทางเลือกว่าจะอยู่อย่างไรถึงจะมีความสุข… อยากให้โยคีพิจารณาด้วยความจริงจัง ด้วยความรู้สึกตัวเอง เห็นด้วยตาปัญญาของตัวเองจริง ๆ ว่าสภาวธรรมที่กล่าวมานี้ เราทำได้ เราปฏิบัติได้
เราปฏิบัติธรรม เพื่อเดินทางไปสู่ความดับทุกข์ เพื่อความเป็นอิสระ แล้วสภาพจิตที่เป็นอยู่แม้ชั่วขณะหนึ่งที่เราทำได้ ถามว่า ชั่วขณะหนึ่งของพวกเรานี้ กี่นาที กี่ชั่วโมง? ไม่ใช่แค่อึดใจเดียว ว่าโดยสภาวะ พวกเราจะไม่มีความรู้สึกว่าว่างแบบนั้นแค่อึดใจเดียว สังเกตดู เราทำจิตให้ว่างได้ภายในอึดใจเดียว คือแค่อึดใจเดียวมันก็ว่างหมดแล้ว แต่ความว่างไม่ใช่ตั้งอยู่แค่อึดใจเดียว ว่างแล้วอยู่เป็นนาทีสองนาที เป็นชั่วโมง หรือเป็นวันด้วยซ้ำ
การที่เรากำหนดรู้ แล้ว “เปลี่ยนจิต” ที่คับแคบ ที่หนัก ที่มีตัวตน ให้เป็นจิตที่กว้าง ที่สบาย ที่อิสระได้… ตรงนี้อยากให้โยคีพิจารณาจริงจัง เราทำได้แล้วเราก็ทิ้ง เพราะเราไม่ได้พิจารณาจริงจัง เราถึงไม่มั่นใจในตัวเอง สภาพจิตที่กว้างแบบนี้ ถามว่า มีเรา มีอัตตา มีตัวตนไหม? ตรงนี้แหละคือการที่เราเปลี่ยนทิฏฐิของเราใหม่ เปลี่ยนทิฏฐิหรือมุมมองเดิม ๆ ที่เราเคยติดอยู่แล้วทำให้เราหนัก มาเป็นจิตที่มีความเบาและอิสระ



